<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3351209450190804608</id><updated>2011-04-21T13:20:08.911-07:00</updated><title type='text'>Capt. Sathanee Kaewsueb</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://kaewsub.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3351209450190804608/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewsub.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>sathanee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13202967863769745521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_YChMEP9rxt4/SMscMGufZ8I/AAAAAAAAAA0/mkH2z6JHixk/S220/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>1</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3351209450190804608.post-1412859645439656040</id><published>2008-09-08T19:13:00.000-07:00</published><updated>2008-09-09T00:27:18.830-07:00</updated><title type='text'>อุดมการณ์ความเสียสละ</title><content type='html'>"...สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทั้งกาย วาจา และใจของเรา คือเราเป็นลูกพ่อเดียวกัน คือรัชกาลที่ ๕ ได้กำเนิดพวกเรามา ทุกคนเป็นลูกของท่าน ฉะนั้นเราคือคนที่มีพ่อคนเดียวกัน เรื่องนี้ต้องไม่เปลี่ยนแปลง และไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลง เราปฏิญาณคำสัตย์ปฏิญาณคำเดียวประโยคเดียวมาตลอด (ข้าพระพุทธเจ้าจักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต) สิ่งนี้จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง เราต้องยึดมั่นทั้งโดยเลือดเนื้อ วิญญาณของความเป็นนักเรียนนายร้อย จปร...."&lt;br /&gt;       ส่วนหนึ่งจากคำบรรยายพิเศษที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ให้ไว้กับนักเรียนนายร้อย ณ หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙ สะท้อนให้เห็นถึงบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่คนในสถาบันแห่งนี้ต้องยึดถือ และยอมรับว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เป็นอุดมการณ์ที่ถูกต้องตามมาตรฐานอันดีงามในการดำเนินชีวิต โดยคาดหวังว่าสายธารแห่งการพิทักษ์รักษามาตุภูมิแห่งนี้จะคงอยู่ตลอดไปไม่เหือดแห้งหายไปตามกาลเวลา &lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;              สถานการณ์ความรุนแรงของการก่อการร้ายในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จากเหตุการณ์บุกเข้าปล้นปืนทหารกองพันพัฒนาที่ ๔ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และฆ่าทหารชาวไทยพุทธที่เข้าเวรยามเสียชีวิต ๔ นาย แล้วยึดเอาอาวุธปืนเล็กยาว M 16 ไปได้เกือบ ๔๐๐ กระบอก จนมาถึงการบุกเข้าเผาสถานที่ราชการ ระเบิดเส้นทางรถไฟ ยานพาหนะ และการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนแก่ ไม่เว้นแม้แต่พระภิกษุสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม รายละเอียดปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ตามที่ได้ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วนั้น ใครเลยจะคาดคิดว่าท่ามกลางความรุนแรงดังกล่าวจะมีนักเรียนนายร้อย ๖ นายจาก กลุ่ม “Share smile” แต่งเครื่องแบบนักเรียนฯ เดินทางบนถนนลูกรังฝ่าสวนยางเข้าไป เพื่อเอาของที่ได้รับการบริจาค เช่น สมุด หนังสือแบบเรียน และเครื่องเขียนไปให้เด็กๆ ถึงโรงเรียนที่ถูกเผาในพื้นที่ โดยได้รับการต้อนรับอย่างดีจากโต๊ะอิหม่ามและโต๊ะครูด้วยความไว้วางใจและซาบซึ้งใจ ทำให้พวกเขาเกิดความคิดที่จะพิทักษ์รักษาแผ่นดินนี้ขึ้นมาภายหลังว่า “...จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะชนะโดยไม่ต้องรบ...”&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;             ความเสียสละถือได้ว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้สังคมในปัจจุบันสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข แต่การที่จะทำให้คนในสังคมมีความเสียสละได้นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการปลูกฝังให้มีความสำนึกที่จะต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งกองทัพบกเองได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีจึงได้ให้มีการรณรงค์ในเรื่องอุดมการณ์แก่ทหาร และประชาชนทั่วไป ในส่วนของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามีกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ในเรื่องความเสียสละที่น่ายกย่อง และนำมากล่าวถึงในที่นี้ &lt;br /&gt;            การที่นักเรียนนายร้อยมีอุดมการณ์ความเสียสละได้นั้นจะต้องมีกระบวนที่สร้างเสริมอุดมการณ์ให้เกิดขึ้น โดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของกองทัพบก มีหน้าที่ให้การศึกษาอบรมแก่นักเรียนนายร้อยเพื่อให้เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นนายทหารหลักของกองทัพ ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปแล้วจะต้องทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ คือ การพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ ( มาตราที่ ๗๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. ๒๕๔๐) การจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นายทหารเหล่านี้จะต้องมีจิตสำนึกหรือมีอุดมการณ์ของความเสียสละ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ทั้งในความรู้สึกนึกคิด และการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ด้วยเหตุนี้เองโรงเรียนนายร้อยฯ จำเป็นต้องมี “กระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์” ที่จะบ่มเพาะให้นักเรียนนายร้อยมีจิตสำนึกสาธารณะ มีอุดมการณ์พร้อมที่จะรับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ซึ่งกระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์ดังกล่าวมีทั้งแบบที่เป็นทางการ มีวัตถุประสงค์ มีกิจกรรม มีระยะเวลาในการดำเนินการ ตลอดจนมีผู้รับผิดชอบที่แน่นอน อันได้แก่ ระบบนักเรียนนายร้อยใหม่ ระบบนักเรียนอาวุโส ระบบนักเรียนผู้บังคับบัญชา ระบบเกียรติศักดิ์ ระบบการปกครอง ระบบความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ รวมทั้งกิจกรรมเสริมสร้างอุดมการณ์อื่นๆ เช่น การสวนสนามราชวัลลภ การสวนสนามสาบานต่อธงชัยเฉลิมพล (พ.อ. เฉลิมพล ธรรมสุนทร,๒๕๔๗:๒๗- ๓๐) นอกจากนี้โรงเรียนนายร้อยฯ ยังมีกระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เป็นทางการ หรือเรียกว่า กระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางอ้อม เช่น ระบบซ่อม กิจกรรมของชมรมพัฒนาสังคมในอดีต กิจกรรมของกลุ่ม “Share smile” ระบบและกิจกรรมต่างๆ ทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเหล่านี้ ล้วนเป็นกระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์ให้เกิดขึ้นแก่นักเรียนนายร้อยด้วยกันทั้งสิ้น ในการที่จะทำให้นักเรียนนายร้อยเห็นความสำคัญของประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตัว มีจิตใจรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความภาคภูมิใจในเกียรติยศและศักดิ์ศรี มีลักษณะทหารที่ดี กล้าหาญ และเสียสละ พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            บทความนี้เป็นการศึกษาปรากฏการณ์การรวมตัวกันของกลุ่มนักเรียนนายร้อยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เรียกกลุ่มของตัวเองว่า กลุ่ม “Share smile” ได้ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมจนเป็นที่กล่าวขวัญกันของคนทั่วไป โดยวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;ประการแรก เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา วัตถุประสงค์ แนวความคิดทางด้านอุดมการณ์ และการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม “Share smile”&lt;br /&gt;ประการที่สอง เพื่อศึกษากระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์ของกลุ่ม “Share smile” และประโยชน์ที่ได้รับเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นตัวแบบ (Model) ในการเสริมสร้างอุดมการณ์ให้แก่นักเรียนนายร้อยต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมายของคำว่า “อุดมการณ์”&lt;br /&gt;อุดมการณ์ เป็นศัพท์ทางด้านวิชารัฐศาสตร์ มาจากคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ Ideology ซึ่งนักปรัชญาและนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันดังนี้ (ดร. กระมล ทองธรรมชาติ อ้างในอุดมการณ์ของชาติ ๒๕๒๖ : ๒๙ – ๔๒)&lt;br /&gt;ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้นิยาม อุดมการณ์ ว่าหมายถึง “อุดมคติอันสูงส่งที่จูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง” และให้นิยามคำ อุดมคติ ว่าคือ “จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริงทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาร์ลมาร์ก และเฟรดริค เองเกลส์ ให้ความหมายว่า “ อุดมการณ์เป็นวิธีคิดของชนชั้นหนึ่ง ซึ่งต้องการรักษาผลประโยชน์ตามชนชั้นของตนไว้ และพยายามเผยแพร่ความคิดของตนให้ชนชั้นอื่นในสังคมยอมรับและนับถือ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทาลคอท พาร์สัน (Talcot Parsons) อธิบายว่าอุดมการณ์ “เป็นระบบความคิดโดยทั่วไป ที่สมาชิกของชุมชนหนึ่งยึดถือร่วมกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กมล สมวิเชียรให้ความหมายของอุดมการณ์โดยการดัดแปลงจากความหมายของ Ideology ใน Webster Dictionary ว่าเป็น “ความคิดเกี่ยวกับชีวิตและสังคมอันมีลักษณะเป็นแบบแผน และเป็นที่ยึดถือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชัยอนันต์ สมุทวนิช อธิบายความหมายของอุดมการณ์โดยอาศัยความหมายของ Ideology ซึ่งจอห์น ปลาเมแนทส์ ให้ไว้ว่า หมายถึง “ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องที่มีความสำคัญต่อกลุ่ม ซึ่งคนในกลุ่มยอมรับและนำไปใช้เป็นหลักเกณฑ์และแนวทางในการปฏิบัติตัวและการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งช่วยยึดเหนี่ยวคนในกลุ่มไว้ด้วยกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้เขียนเห็นว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องของความคิด ความเชื่อของกลุ่มเกี่ยวกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เป็นแบบแผนแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีและถูกต้องที่กลุ่มยอมรับ ขณะเดียวกันยังช่วยยึดเหนี่ยวสมาชิกของกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวของท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นที่ชี้ให้เห็นถึงความคิดความเชื่อที่ยึดเหนี่ยวผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยฯเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง มีผู้ให้กำเนิดคือ รัชกาลที่ ๕ เหมือนกัน และมีเป้าหมายแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ต้องอุทิศตัวเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุดมการณ์ที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร&lt;br /&gt;จากความหมายของคำว่าอุดมการณ์ จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์มีความสำคัญต่อการดำรงคงอยู่ของกลุ่ม ซึ่งหากได้พิจารณาต่อไปถึงสังคมหรือประเทศชาติแล้วจะมีประโยชน์ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;๑. ช่วยผูกพันคนในชาติเข้าด้วยกัน และก่อให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันในเป้าหมายของชาติได้ง่าย ทำให้สมาชิกในสังคมนึกถึงความสัมพันธ์ของเขากับสมาชิกอื่นในสังคม เกิดความปรารถนาร่วมกันในอันที่จะปรับปรุงสังคมที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นและเป็นธรรมมากขึ้น&lt;br /&gt;๒. ช่วยชี้ให้สมาชิกในสังคมเห็นถึงความเสื่อมโทรมของสังคมในปัจจุบัน และเห็นแนวทางสัมพันธ์ชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต ทำให้สังคมที่เฉื่อยชาพัฒนาเป็นสังคมที่มีพลังผลักดันภายในให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับเวลาและสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงได้&lt;br /&gt;๓. ช่วยทำให้สมาชิกในสังคมใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงสำหรับความประพฤติและการปฏิบัติประจำวันของมนุษย์ ซึ่งจะนำไปสู่ความยุติธรรมในสังคม พร้อมทั้งกำหนดหน้าที่และสิทธิของบุคคลในสังคมด้วย ทำให้มวลสมาชิกในสังคมหรือประเทศชาติยอมรับในกฎเกณฑ์ของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น และแก้ไขส่วนที่ขัดแย้งกันโดยสันติวิธี และจากประโยชน์ของอุดมการณ์ที่ดีที่มีต่อสังคมหรือประเทศชาติดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่ประเทศชาติควรจะต้องมีสิ่งที่ทำให้ประชาชนในชาติเกิดความเชื่อถือร่วมกัน ศรัทธาและยึดมั่นในสิ่งอันเดียวกัน ดำเนินการร่วมกันภายใต้แนวทางที่ชัดเจน หรือกล่าวสั้น ๆ ว่า ประเทศชาติควรต้องมีระบบความคิดในชาติที่ยึดถือได้เป็นส่วนรวม เพื่อการธำรงรักษาชาติ และทุกคนในชาติต่างมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติให้บรรลุถึงร่วมกัน ซึ่งเราเรียกว่า “อุดมการณ์ของชาติ” (นต. ประสงค์ สุ่นศิริ อ้างในอุดมการณ์ของชาติ ๒๕๒๖ : ๔๕- ๕๕)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการหรือวิธีการเสริมสร้างอุดมการณ์&lt;br /&gt;กระบวนการหรือวิธีการเสริมสร้างอุดมการณ์เพื่อให้สมาชิกในกลุ่ม หรือในสังคมเดียวกัน ยอมรับเข้าไปเป็นเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินชีวิต มีวิธีการสำคัญดังนี้&lt;br /&gt;๑. การบีบบังคับ ได้แก่ การใช้กำลังอำนาจที่มีอยู่บีบบังคับให้เกิดภาวะจำยอม และไม่มีทางเลือกอื่นได้&lt;br /&gt;๒. การขู่เข็ญ คุกคาม ได้แก่ การสร้างให้เกิดความหวาดกลัว ประหวั่น พรั่นพรึงและหมดกำลังใจที่จะต่อต้าน&lt;br /&gt;๓ การปลูกฝัง ได้แก่ การสร้างอุดมการณ์ให้เป็นที่เชื่อถือและเกิดความศรัทธา เช่น การชี้ให้เห็นผลดี ข้อที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ความมั่นคงปลอดภัยส่วนตัวและส่วนรวม ชี้ให้เห็นถึงผลที่พึงจะได้รับซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญของชาติ&lt;br /&gt;ในสภาพสังคมไทย เรามุ่งเน้นแนวทางประชาธิปไตย การดำเนินการด้านอุดมการณ์ตามที่กำหนดในอุดมการณ์ของชาตินั้นยังให้เกิดผลในการปฏิบัติ ดังนั้นวิธีการปลูกฝังจึงน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยสำคัญ ๒ ประการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือ&lt;br /&gt;      ๑. การดำเนินการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติตามอุดมการณ์ได้ก่อให้เกิดผลที่เด่นชัด เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะเป็นเครื่องแสดงเหตุผลความถูกต้องของอุดมการณ์อันจะทำให้อุดมการณ์นั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จนเป็นที่ยอมรับและศรัทธาว่าเป็นเป้าหมายและแนวทางที่ดีที่สุด&lt;br /&gt;      ๒. การดำเนินการปลูกฝังด้านกระบวนการอบรมสั่งสอน เช่น การเผยแพร่ผ่านทางสื่อมวลชน การอบรมประชาชน รวมทั้งระบบการศึกษา ทั้งการศึกษาในโรงเรียนและนอกโรงเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้อุดมการณ์แพร่ขยายอย่างกว้างขวาง ปัจจัยทั้ง ๒ ประการดังกล่าว นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ การดำเนินการใด ๆ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้ง ๒ ประการนี้ควบคู่ไปพร้อมกันคือ ต้องมุ่งผลให้อุดมการณ์นั้นขยายผลออกไปอย่างกว้างขวาง และต้องเป็นที่ยอมรับศรัทธา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การก่อตัวของอุดมการณ์&lt;br /&gt;การก่อตัวของอุดมการณ์มี ๒ ทางใหญ่ๆ ด้วยกันคือ&lt;br /&gt;๑. การก่อตัวจากการได้รับการอบรมสั่งสอน ถ่ายทอดทีละเล็กทีละน้อย จากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่มีการชี้นำที่แน่นอน ปล่อยให้พลังทางสังคมและการเมืองส่งอิทธิพลต่อสมาชิกในสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;br /&gt;๒. การก่อตัวจากการป้อนความเชื่อนั้นอย่างเป็นระบบด้วยการวางแผนและควบคุมการถ่ายทอดความเชื่อนั้นเป็นไปโดยมีการกำหนดมาตรการควบคุมความเชื่อที่สถาบันสังคมและการเมืองจะถ่ายทอดไปยังสมาชิกของสังคมอย่างเป็นเอกภาพและมีทิศทางที่แน่นอน (โรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก อ้างใน พ.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้, ๒๕๔๖ : ๙)&lt;br /&gt;     กล่าวโดยสรุป แนวคิดในเรื่องอุดมการณ์และอุดมการณ์ชาติเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงคงอยู่ของกลุ่ม ของสังคม หรือของประเทศชาติที่จะต้องทำให้สมาชิกมีความคิดความเชื่อเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการปฏิบัติที่กลุ่มหรือสังคมจะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป จนสามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมและกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ในการนี้จำเป็นที่สมาชิกในสังคมนั้นๆจะต้องมีกระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์ให้สมาชิกใหม่ได้เชื่อถือและยึดมั่น ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้สมาชิกเก่ามีความยึดมั่นในอุดมการณ์ของกลุ่มสืบต่อไป ซึ่งกระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์เหล่านี้มีความจำเป็นทั้งในแบบที่เป็นทางการ เช่น ระบบการศึกษา ระบบการทำงานทั้งของทางราชการและเอกชน หรือแบบไม่เป็นทางการ เช่น ผ่านทางสื่อมวลชน หรือผ่านการทำกิจกรรมของกลุ่มองค์กร กลุ่มเอกชนต่างๆ ซึ่งผู้เขียนได้ใช้เป็นกรอบแนวคิดที่จะนำไปศึกษาปรากฏการณ์การรวมตัวกันของกลุ่ม “Share smile” ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติความเป็นมาของ กลุ่ม “ Share smile” &lt;br /&gt;           กลุ่ม “ Share smile” ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ เริ่มจากนักเรียนนายร้อยรุ่น ๕๓ ในขณะที่กำลังขึ้นเป็นนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ ๔ ประกอบด้วย นนร.จักรพงษ์ สอดสี, นนร.ยุทธนา หงส์โม่, นนร.ไพษิต ผิวขาว, นนร.พัชรพล มูสโกภาส, นนร. พงษ์พัฒน์ ธรรมโส, นนร. ภาณุวัฒน์ จันทโกศล, และนนร. รวิ จันทรภาโส มีความคิดที่จะรวมกลุ่มเพื่อนๆในรุ่นทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สังคม โดยมีแรงบันดาลใจจากที่ได้เห็นการออกไปทำค่ายช่วยเหลือประชาชนในชนบทของนิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาภายนอก และจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่พลังของคนหนุ่มสาวในอดีตสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยได้ ดังคำให้สัมภาษณ์ต่อไปนี้&lt;br /&gt;          “...สมัยก่อนธรรมศาสตร์เขาพร้อมที่จะเป็นกระจกส่องให้กับประชาชน ก่อนจะสำเร็จการศึกษา เขาต้องลงไปช่วยเหลือประชาชน แล้วเขาก็จะไปลงมือช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งช่วงที่เขาลงก็จะได้ข้อมูลจากชาวบ้าน...เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๑๖ เขาก็เคยพลิกแผ่นดินเปลี่ยนประวัติศาสตร์มาแล้ว อายุก็ประมาณผม ๒๔ – ๒๕ พวกผมก็คิดว่าแล้วทำไมในเมื่อเราเป็นนักเรียนนายร้อยจะทำอย่างนี้บ้างไม่ได้...” ดอน&lt;br /&gt;           จึงได้นำความคิดเหล่านี้คุยกับเพื่อนคนอื่นๆในรุ่น ซึ่งมีผู้สนใจที่จะเข้ารวมกลุ่มมากพอสมควร สมาชิกก่อตั้งของกลุ่มฯ ส่วนใหญ่มีประสบการณ์จากการทำกิจกรรมมูลนิธิรัฐบุรุษ และชมรมพัฒนาสังคมมาบ้างแล้ว จึงได้นำข้อดีจากชมรมพัฒนาสังคมและมูลนิธิรัฐบุรุษที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับกลุ่ม “Share smile”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง กลุ่ม “Share smile”&lt;br /&gt;กลุ่ม “Share smile” มีวัตถุประสงค์ คือ ต้องการแบ่งปันรอยยิ้ม แบ่งปันความสุขโดยการเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ และบางโครงการเป็นการทำกิจกรรมสำหรับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเพื่อให้พวกเขาตระหนักว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งจากสังคม แต่ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่คอยห่วงใยพร้อมที่จะมอบรอยยิ้มและความสุขให้เสมอ นอกจากนี้ยังเป็นการดึงคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำกิจกรรมในโครงการต่างๆ ร่วมกัน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวความคิดทางด้านอุดมการณ์ของกลุ่ม “Share smile”&lt;br /&gt;การที่กลุ่มฯได้ทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนนายร้อยคิดทำกันขึ้นมาเอง ดำเนินการเอง โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างจิตสำนึกให้สมาชิกกลุ่มฯ มีความเสียสละช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผู้ยากไร้ ตลอดจนผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และสำหรับนักเรียนนายร้อยเป้าหมายที่กลุ่มฯ ต้องการคือ การเป็นนายทหารที่มีอุดมการณ์ในเรื่องของความเสียสละ ความรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา กิจกรรมของกลุ่มฯ จะเป็นการใช้เวลาว่างในวันหยุดให้เกิดประโยชน์ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม ถือเป็นการฝึกการทำงานร่วมกันของสมาชิก ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโครงการ การดำเนินงาน จนกระทั่งจบโครงการ อันจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนนายร้อยด้วยกันเอง และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกอีกด้วย ในการรวมตัวกันของกลุ่ม “Share smile” จะไม่มีการแต่งตั้งประธานกลุ่ม โดยถือหลักว่าทุกคนใน “Share smile” มีความสำคัญเท่ากันหมด ทุกคนใน “Share smile” มีขีดความสามารถที่จะ “ให้” หรือ “แบ่งปันรอยยิ้มและความสุข” ให้แก่ผู้อื่นได้ทุกคน ตามความชอบ ตามความรู้ ตามความสามารถ และตามความถนัดของตนเอง โดยไม่ต้องมีการบังคับหรือชี้นำจากผู้หนึ่งผู้ใด มีเพียงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของโครงการเป็นตัวกำหนดกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ทุกคนเข้าไปทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน แต่อย่างไรก็ดี การดำเนินโครงการในแต่ละครั้งจะมีผู้รับผิดชอบหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ขึ้นอยู่กับว่าโครงการที่ท่ที่ ๔ อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส ำนั้นใครเป็นผู้เสนอ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมแล้ว จะเป็นผู้รับผิดชอบโครงการไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม “Share smile”&lt;br /&gt;จากวัตถุประสงค์ของกลุ่มฯ ที่ต้องการให้เป็นที่รวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานร่วมกัน สามารถเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมได้ ทำให้มีผู้ที่มีอุดมการณ์ตรงกันสนใจที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มฯมากขึ้น ซึ่งนอกจากสมาชิกภายในที่เป็นนักเรียนนายร้อยแล้ว ยังมีสมาชิกภายนอกจากนิสิตนักศึกษาหลากหลายสถาบัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งนักเรียนพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุนย์ วิธีการประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม จะใช้วิธีการบอกเล่าต่อๆ กันไป ถึงความประทับใจของสมาชิกในการทำกิจกรรมที่ทำผ่านมา ทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกในลักษณะเครือข่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางโครงการมีสมาชิกเข้ามาร่วมกิจกรรมประมาณ ๒๐๐ คน กิจกรรมของกลุ่ม “Share smile” นั้น นักเรียนนายร้อย จะเป็นผู้ริเริ่มคิดโครงการต่างๆขึ้นมา ดังนั้นโครงการที่จะสามารถดำเนินการได้จึงเป็นช่วงที่นักเรียนนายร้อยไม่มีภารกิจใดๆ โดยความคิดแรกเริ่มของกลุ่มฯ พยายามจัดทำโครงการทุกเดือนสลับกันระหว่างกรุงเทพฯ หรือจังหวัดที่ใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพียง ๑ วัน เป็นโครงการเล็กๆ กับโครงการในต่างจังหวัดที่เป็นโครงการใหญ่ ต้องใช้ระยะเวลา ๒ – ๓ วัน โครงการของกลุ่ม ฯ ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีทั้งสิ้น ๑๑ โครงการ ดังนี้&lt;br /&gt;๑. โครงการ “Share smile จัดงานปีใหม่ให้กับเด็กกำพร้า” ที่บ้านเด็กอ่อนรังสิต จังหวัดปทุมธานี วันที่ ๒๘ ธ.ค. ๒๕๔๖&lt;br /&gt;๒. โครงการ “Share smile ร่วมดับไฟใต้ ” ที่โรงเรียนในพื้นที่ ๓ จชต. ที่ถูกเผาจากกลุ่มก่อความไม่สงบและการเยี่ยมให้กำลังใจต่อกำลังพลกองพลพัฒนาที่ ๔ จังหวัดนราธิวาส วันที่ ๑๒-๑๔ ม.ค. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;๓. โครงการ “ Share smile เยี่ยมบ้านพักคนชรา” ที่บ้านพักคนชราหญิง บ้าน ลำไทร อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี วันที่ ๖    มิ.ย. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;๔. โครงการ “ Share smile ทำบุญเข้าพรรษา” ที่บ้านหนองยาง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว วันที่ ๓๑ ก.ค.- ๒ส.ค. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;๕. โครงการ “ Share smile หน้าเปื้อนยิ้ม” ที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (บ้านราชาวดี) วันที่ ๓๐ ต.ค. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;๖.โครงการ “ Share smile หนาวนี้ที่มูเซอ” ที่หมู่บ้านมูเซอ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันที่ ๑๐-๑๒ ธ.ค. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;๗.โครงการ “ Share smile เลี้ยงขนมเด็กกำพร้า” ที่บ้านเด็กอ่อนรังสิต จังหวัดปทุมธานี วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๔๘&lt;br /&gt;๘. โครงการ “ Share smile หน้าเปื้อนยิ้ม (ครั้งที่ ๒) ” ที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (บ้านราชาวดี)วันที่ ๙ ต.ค. ๒๕๔๘&lt;br /&gt;๙. โครงการ “Share smile ซับน้ำตาอันดามัน” ที่จังหวัดพังงา วันที่ ๒๑-๒๔ ก.ค. ๒๕๔๘&lt;br /&gt;๑๐. โครงการ “ Share smile หนาวนี้พี่มีผ้าห่มให้” ที่ บ้านสันเกร็ดทอง ตำบลป่างาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วันที่๑๐-๑๒ ธ.ค. ๒๕๔๘&lt;br /&gt;๑๑. โครงการ “ Share smile ซับน้ำตาชาวเหนือ” ที่โรงเรียนบ้านน้ำกราย ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ วันที่ ๗-๙   ก.ค. ๒๕๔๙&lt;br /&gt;ในกรณีที่มีความเร่งด่วนเป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากภัยธรรมชาติ กลุ่ม “Share smile” จะรวมตัวกันและรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือในทันทีเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมีโครงการเฉพาะกิจอีก ๑ โครงการ เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ กลุ่ม “Share smile” ได้รวบรวมสิ่งของ และเงินบริจาค เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ วัดย่านยาว อำเภอเขาหลัก จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ ๒๙ ธ.ค. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          วิธีการดำเนินการของกลุ่มฯ จะเหมือนการดำเนินโครงการทั่วๆไป เริ่มจากการระดมความคิดเห็นภายในกลุ่มฯว่าจะทำโครงการอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร และเพื่อใคร เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงทำการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยส่งคนเข้าไปสำรวจพื้นที่ (Surway) เพื่อเก็บข้อมูลนำมาเขียนรายละเอียดของโครงการ หลังจากนั้นจะทำการประชาสัมพันธ์โครงการ ชี้แจงรายละเอียดแก่สมาชิกทั้งที่เป็นนักเรียนนายร้อย และสมาชิกภายนอกได้ทราบ แล้วเชิญชวนเข้าร่วมโครงการ  การจัดหาทุนในการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมานั้น กลุ่มฯใช้วิธีการขอรับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง หรือผู้ที่รู้จัก เช่นนายทหารปกครอง อาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยฯ รวมทั้งวิธีการขอรับบริจาคเงินและสิ่งของจากนักเรียนนายร้อยด้วยกันเอง โดยใช้การประชาสัมพันธ์ตามกองวิชา และกองร้อย ที่เรียกว่า “การเดินบาตร” การขายของที่ระลึก เช่น สายรัดข้อมือ (Wrist Brand) เสื้อยืด ( T-Shirt ) แต่กิจกรรมที่น่าสนใจคือการเก็บของเก่าที่ไม่ใช้แล้วมาขายหารายได้ เนื่องจากเมื่อสิ้นปีการศึกษา โรงเรียนนายร้อยฯ จะมีการเปลี่ยนกองร้อย ทำให้มีหนังสือ กระดาษและสิ่งของอื่นๆ ที่นักเรียนนายร้อยไม่ได้ใช้แล้วเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก เมื่อเก็บรวบรวมสิ่งของเหล่านี้ไว้ สามารถนำไปขายได้เงินเป็นจำนวนมากเพียงพอที่จะใช้เป็นทุนเริ่มต้นในการทำกิจกรรมของกลุ่มฯ ส่วนการขอสนับสนุนในเรื่องอื่นๆ เช่น ที่พัก อาหาร จะใช้การขอรับการสนับสนุนจากผู้ที่รู้จักหรือคุ้นเคยในพื้นที่ แต่สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเดินทาง จะเก็บจากสมาชิกที่มาร่วมในโครงการนั้นๆ การดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ของโครงการนั้น สมาชิกทุกคนจะแบ่งงานกันทำ โดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ตามความรู้ความสามารถ และความถนัดของแต่ละบุคคล ผลการดำเนินงานของสมาชิกแต่ละคนจะนำมาซึ่งผลรวมในการที่จะบรรลุเป้าหมายของโครงการนั่นเอง เมื่อโครงการได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประเมินผลโครงการทุกครั้งว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการหรือไม่ มีข้อดี หรือข้อควรแก้ไขที่จะต้องนำไปปรับปรุงในการดำเนินการในโครงการครั้งต่อไปอย่างไร การประชุมกลุ่มเพื่อประเมินผลโครงการในครั้งสุดท้ายนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ที่แต่ละคนได้พบเห็นระหว่างดำเนินกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจ และข้อควรจดจำให้แก่กันและกันภายในกลุ่มฯ แล้วนำมาเป็นเรื่องบอกเล่าสืบต่อกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          กระบวนการสร้างเสริมอุดมการณ์ของกลุ่ม “Share smile” จะใช้วิธีการให้สมาชิกได้มาพบเห็น ได้สัมผัสกับเหตุการณ์จริงของผู้ตกทุกข์ได้ยากจากความยากไร้ จากภัยพิบัติ จนเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ หรืออาจเป็นความประทับใจแก่สมาชิก และนำไปสู่การเกิดจิตสำนึกของความเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม มีความรู้สึกที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่พวกเขาเหล่านั้นโดยการเป็นผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือในเรื่องสิ่งของ เงินบริจาค การให้คำปรึกษา คำปลอบใจ หรือแม้แต่การให้ความสนุกด้วยการจัดสันทนาการในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้พวกเขามีรอยยิ้ม มีความสุข และมีกำลังใจที่จะลุกขึ้นสู้ ในขณะเดียวกันทำให้สมาชิกเกิดความรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากคำสัมภาษณ์ต่อไปนี้&lt;br /&gt;          “...สำหรับผมที่เข้ามาร่วมตรงนี้ ก็จากโครงการเลี้ยงอาหารและบริจาคของที่บ้านเด็กอ่อนรังสิตนะครับ ...ตอนนั้นอยู่ชั้นหนึ่งนะครับ อยากกลับบ้านมากที่สุดในชีวิต สะดุดที่พี่เขามาชวน แล้วผมก็คิดในใจ แค่อยู่โรงเรียน ๕ วันก็ทรมานพอแล้ว อีกสองวันขอผมเป็นอิสระได้ไหม แต่เอาเข้าจริงๆแล้วอะไรไม่รู้ดันให้ผมไปขึ้นรถ แล้วไปเลี้ยงดูเด็กอ่อนที่รังสิต รู้สึกสงสารเด็กที่เขาไม่มีพ่อแม่ ขาดความอบอุ่น ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมยังมีอะไรดีกว่าเด็กพวกนี้เยอะมากนะครับ อะไรที่สามารถแบ่งปันให้พวกเขาได้...” ตุ้ย&lt;br /&gt;          “...ที่มาตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมาก เพื่อนชวนมาทำ ก็อยากทำ...ทำครั้งแรกที่แม่ฮ่องสอนครับ เกิดความประทับใจ เพราะเราได้ไปเห็นสังคมอีกสังคมหนึ่งที่มันมีอยู่ในเมืองไทยจริงๆ สังคมที่แตกต่างจากเรา ทั้งที่อยู่แผ่นดินเดียวกัน ที่เราไม่เคยไปคิดถึงเขาส่วนนี้ว่ายังมีส่วนที่มีชีวิตอย่างนี้จริงๆพวกที่เขาไม่มีเสื้อผ้า หรือเด็กที่พวกผมไปรู้จัก ผมถามว่าหนาวไหม เขาบอกว่าหนาว แล้วทำไมถึงใส่เสื้อบางๆตัวเดียว เขาบอกว่ามีแค่นี้จริงๆ หนาวก็ต้องทน ตั้งแต่โครงการนั้นมา ก็เลยประทับใจว่าอย่างน้อยเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยปรับความเท่ากันของคนในแผ่นดินเดียวกัน...” โอ&lt;br /&gt;         “ ...ความประทับใจของผมครั้งล่าสุดที่ไปที่บ้านราชาวดีพิการซ้ำซ้อน คือเด็กที่นั้นพิการทั้งร่างกายและพิการทางสมองซ้ำอีกครั้งหนึ่ง มันรู้สึกหดหู่มาก แค่รถไปจอดหน้าบ้านปั๊บ เด็กวิ่งมา ผมอึ้งอยู่ครู่หนึ่งครับ ไม่กล้าลงรถ มันหดหู่มาก...คนกลุ่มนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือจากสังคมต่อไปเรื่อยๆ และต้องรับไปจนตาย เพราะเขาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้...ตรงนี้เป็นความประทับใจที่ไปทำกิจกรรมแล้ว รู้สึกดีมาก ๆ ว่าอย่างน้อยเราก็ได้เห็นปัญหาตรงนี้...” เอ๋&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          นอกจากนี้แล้วยังมีการถ่ายทอดอุดมการณ์ของกลุ่มฯในลักษณะที่เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่มีการชี้นำ ขู่เข็ญ บีบบังคับให้ยอมรับ แต่ใช้การพูดคุย บอกเล่าประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่ผ่านมาของรุ่นพี่ให้กับรุ่นน้องได้ฟัง การถ่ายทอดอุดมการณ์จากรุ่นสู่รุ่น สามารถทำได้ง่ายขึ้นถ้าสมาชิกมีความศรัทธาในรุ่นพี่ จะทำให้เขาเชื่อถือและยอมทำตามในสิ่งที่รุ่นพี่ได้บอกกล่าว อบรมสั่งสอน หรือแม้กระทั่งการได้เห็นแบบอย่างที่ดีของทูลกระหม่อมอาจารย์ และผู้บังคับบัญชาที่ผ่านมาในอดีตก็มีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้สมาชิกมีอุดมการณ์เกิดขึ้น ซึ่งในแต่ละครั้งที่มีโครงการ สมาชิกจะใช้เวลายามค่ำคืนหลังเลิกงานแล้ว มานั่งประชุมรอบกองไฟที่จุดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งในพื้นที่ หรือใช้สถานที่ภายในโรงเรียนนายร้อยฯ เช่น ศาลาวงกลม ห้องว่างกองร้อยใดกองร้อยหนึ่งเพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ ดังคำสัมภาษณ์ต่อไปนี้&lt;br /&gt;          “...วันนั้นที่แม่ฮ่องสอน มันหนาวครับ ก็เลยก่อไฟกัน เราก็เรียกน้องมานั่งคุยกันว่า ทำไม Share Smile ถึงเกิดขึ้น ทำไมเราต้องมานั่งตรงนี้กันครับ ก็คือสอนไปในเรื่องของ เราเป็นทหาร เราต้องรับใช้ประชาชน แต่ก่อนทหารเป็นนายของประชาชน แต่ต่อไปไม่ใช่แล้ว เรามีบทบาทใหม่ คือเราต้องเป็นผู้รับใช้ประชาชน เป็นรูปลักษณ์ใหม่ของทหาร พวกเราสอนเขาไปหลายอย่าง ต่างคนก็มีเรื่องเปลี่ยนกันขึ้นมาสอน ...” หนึ่ง&lt;br /&gt;          “...สิ่งที่ทำให้ผมสานต่องานของพี่ตรงนี้ก็คือ ผมประทับใจตรงที่ เราทำงานร่วมกัน เราเหนื่อยร่วมกันครับ แล้วทีนี้ตอนช่วงพัก พี่เขาจะเรียกน้องมาคุย เรียกคนที่มาร่วมงานมาคุย แล้วพี่เขาก็ประมาณว่าถ่ายทอดสิ่งดีๆให้กับน้องๆฟังครับ พวกอุดมการณ์ อะไรต่างๆนี้ และที่นี้น้องได้รับฟังครับรู้สึกจับใจครับ ว่าพี่เรามีอุดมการณ์ขนาดนี้ พี่เขาพยายามเสียสละเพื่อส่วนรวมครับ ก็ประทับใจในส่วนนี้ ก็บอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้เราต้องสานอุดมการณ์ของพี่เขาต่อไป ผมคิดว่าการจะมาทำอะไรอย่างนี้ เราต้องใช้อุดมการณ์ ถ้าเราไม่ใช้อุดมการณ์แล้ว เราจะมาทำงานเสียสละเพื่อส่วนรวมค่อนข้างยาก ฉะนั้น เราจะทำอย่างไรให้เรามีแรงต่อไป ก็คือเราต้องมีอุดมการณ์ แล้วก็ปัจจุบันนี้อุดมการณ์ของคนหลายๆคนลดลงครับ ทำให้เราทำงานตรงนี้ลดลง สิ่งเดียวที่จะทำให้เรามาทำงานตรงนี้ได้ คือ เราต้องหาอุดมการณ์ให้กับตัวเอง เพิ่มอุดมการณ์เข้าไป นั่นคือ มาทำงานกับพี่ เขา ก็จะต่ออุดมการณ์เหมือนประมาณว่าเติมเชื้อไฟ..” ชิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ที่ได้รับ&lt;br /&gt;กิจกรรมกลุ่ม “Share smile” เป็นกิจกรรมที่นักเรียนนายร้อยดำเนินการเองทั้งหมด ไม่มีการขอรับการช่วยเหลือ หรือการสนับสนุนจากโรงเรียนนายร้อยฯ ดังนั้นสิ่งที่นักเรียนนายร้อยได้รับจะเป็นประสบการณ์ทั้งในเรื่องของวิธีการทำงาน การทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือการเข้ากับคน ทำให้รู้จักคนมากขึ้น ฝึกตัวเองให้เป็นผู้นำ รู้จักการแก้ปัญหา มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจเมื่อจบเป็นนายทหาร รู้และเข้าใจบทบาททหารกับการพัฒนามากขึ้นอันจะนำไปสู่อุดมการณ์ชาติต่อไป&lt;br /&gt;          “ ...ถ้าเรามาฝึกงานตรงนี้ เราอาจจะรู้วิธีการทำงาน หรือการเข้ากับคน การทำงานกับพลเรือน ซึ่งอาจมีความเห็นที่ไม่ตรงกับเรา การทำงานกับพลเรือนจะต้องใส่ใจความรู้สึกของเขา ใส่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นข้อดี คือว่า มันเป็นโลกของความเป็นจริง เพราะโลกนี้ไม่มีทหาร ๑๐๐% ถ้ามันเป็นส่วนน้อยของสังคม เราต้องปรับตัวเข้ากับส่วนน้อยของสังคม ไม่ใช่ให้สังคมปรับเข้าหาเรา เป็นการฝึกการทำงานของตัวเอง เมื่อจบไป เมื่อได้รับภารกิจแบบนี้ เราจะทำได้หรือไม่...”เอ๋&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่สมาชิกกลุ่ม “Share smile” ได้รับ คือ ความสุขจากการเป็นผู้ให้ ทำให้ทุกคนยิ้ม รอยยิ้มแห่งความสุข และคำกล่าวขอบคุณอย่างชื่นชมที่กลับมายังสมาชิกของกลุ่ม จะเป็นพลังที่ทำให้พวกเขายึดมั่นในอุดมการณ์มากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;          “...ดีใจที่น้องๆ นักเรียนนายร้อย และโรงเรียนนายร้อยฯ ไม่ลืมพี่ๆและเหล่ากำลังพล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอำนาจการรบที่ไม่มีตัวตน แต่จะเป็นขวัญและกำลังใจอย่างมหาศาลให้กับทหารที่นี่ ผู้บังคับบัญชานั้นจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งสิ่งที่ได้สั่งการลงไปและไม่ได้สั่งการลงไป เมื่อได้รับความชอบก็ได้ความชอบร่วมกัน แต่เมื่อผิดพลาดดังเช่นครั้งนี้ พวกเราก็จะต้องร่วมกันรับผิดชอบและจะต้องไม่ซ้ำเติมกัน การทำงานจะต้องเอาประสบการณ์ความผิดพลาดมาประยุกต์เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง...” ผบ.พลพัฒนาที่ ๔ กล่าวในโอกาสที่ กลุ่ม “Share smile” เข้าพบเพื่อให้กำลังใจแก่กำลังพลกองพลพัฒนาที่ ๔ในโครงการ “Share smile ร่วมดับไฟใต้ ” ที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๑๓ ม.ค. ๒๕๔๗&lt;br /&gt;           สำหรับประโยชน์ประการสุดท้ายคือ รูปแบบในการดำเนินโครงการของกลุ่ม “Share smile” จะเป็นการเสริมสร้างอุดมการณ์ “การเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม” ให้เกิดแก่สมาชิกของกลุ่มฯ ไม่ว่าจะเป็นการให้มาเห็นหรือสัมผัสกับความทุกข์ยากของผู้อื่น หรือการบอกเล่าข้อคิด ข้อเตือนใจจากการทำโครงการในแต่ละครั้ง ตลอดจนตัวอย่างของการทำงานเพื่อส่วนรวมของบุคคลสำคัญที่น่าจะเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม จนทำให้สมาชิกเกิดจิตสำนึกที่จะยึดถือปฏิบัติตาม ซึ่งจะนำไปสู่อุดมการณ์ของชาติได้นั้น รูปแบบเหล่านี้ทางโรงเรียนนายร้อยหรือสถาบันการศึกษาแห่งอื่นๆ ควรจะนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างกระบวนการปลูกฝังอุดมการณ์ให้เกิดแก่นักเรียนนายร้อย หรือนิสิตนักศึกษา และเมื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกในเรื่องอุดมการณ์มากยิ่งขึ้นแล้วจะเป็นประโยชน์ทั้งกับกองทัพและสังคมไทยในอนาคตสืบต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปร่วมกิจกรรมในโครงการ “Share smile ซับน้ำตาชาวเหนือ” ระหว่างวันที่ ๗-๙ ก.ค. ๒๕๔๙ ได้เห็นการดำเนินการของกลุ่มในการเข้าไปช่วยเหลือ ปรับปรุง ซ่อมแซมสนามเด็กเล่นโรงเรียนบ้านน้ำกราย ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ รวมทั้งมีกิจกรรมในการรักษาพยาบาลแก่ชาวบ้าน และจัดกิจกรรมสันทนาการให้แก่เด็กภายในหมู่บ้าน ผู้เขียนรู้สึกประทับใจที่สมาชิกของกลุ่มฯ ไม่ว่าหญิงหรือชาย หรือแม้แต่อยู่ต่างสถาบัน ได้ช่วยกันทำงานอย่างเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง แต่แฝงไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง ทำให้ชาวบ้านและเด็กมีความสุขสามารถสร้างรอยยิ้มอย่างจริงใจบนใบหน้าของพวกเขา ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการต่อกลุ่ม “Share smile” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำโครงการต่อไป ดังนี้ จากเดิมโครงการต่างๆ ที่กลุ่ม ฯ ได้ดำเนินการมาจะไม่มีการขอรับการสนับสนุนจากโรงเรียนนายร้อยฯ แต่โครงการในครั้งนี้ได้มีการขอรับการสนับสนุนรถของโรงเรียนนายร้อยฯ ซึ่งเมื่อถึงวันกำหนดเดินทาง โรงเรียนนายร้อยฯไม่สามารถให้การสนับสนุนรถได้ กลุ่มฯ จึงต้องมีการปรับแผนเฉพาะหน้าโดยการเช่ารถจากภายนอก นับเป็นบทเรียนประการหนึ่งที่กลุ่มฯ ได้รับ คือ การขอรับการสนับสนุนจากโรงเรียนนายร้อยฯ จะทำให้พบกับปัญหาเป็นอย่างมาก เนื่องจากติดขัดด้วยกฎระเบียบต่างๆมากมาย ทำให้เกิดความไม่คล่องตัวตามมา ดังนั้นกลุ่มฯ ควรพยายามยึดตามเจตนารมณ์เดิมในการดำเนินกิจกรรม คือ ต้องพยายามทำทุกอย่าง ทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ไม่ควรขอรับการสนับสนุนจากโรงเรียนนายร้อยฯ หรือหากจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนควรขอจากบุคคลที่มีอำนาจสามารถตัดสินใจได้ จึงจะทำให้การดำเนินงานราบรื่นขึ้น  และในโครงการเดียวกัน มีชาวบ้านจำนวนไม่มากนักที่เข้ามามีส่วนร่วมทำกิจกรรมของกลุ่มฯ ในการซ่อมแซมสนามเด็กเล่น ดังนั้น ในช่วงของการสำรวจพื้นที่ ควรที่จะมีการติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชนว่ากลุ่มฯ จะทำอะไร และต้องการให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมกับกลุ่มฯ อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกของการเสียสละต่อชุมชน สำหรับนักเรียนนายร้อยจะเห็นได้ว่ามีนักเรียนนายร้อยในรุ่นเดียวกัน และรุ่นน้องจำนวนค่อนข้างน้อยที่เข้ามาร่วมโครงการครั้งนี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงที่เป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ส่วนใหญ่ต้องการที่จะเดินทางกลับบ้าน และมีการแข่งขันกีฬาเหล่า ประกอบกับวัฒนธรรมองค์กรภายในโรงเรียนนายร้อยฯ ที่รุ่นน้องมักจะเกรงใจรุ่นพี่ๆ จึงไม่กล้าที่จะเข้ามาร่วมโครงการ ฉะนั้น สมาชิกรุ่นพี่ควรมีการประชาสัมพันธ์หลักการและวัตถุประสงค์ของกลุ่มให้มากยิ่งขึ้น อนึ่ง ถึงแม้ว่ากลุ่มฯจะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ มากมายในการดำเนินการ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดปัญหาในการดำรงคงอยู่ของกลุ่มฯ แต่กลับพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่กลุ่มฯต้องเผชิญนั้น ได้ทำให้สมาชิกเกิดความสามัคคีช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จนเกิดเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง สามารถถ่ายทอดให้กับสมาชิกใหม่ที่เข้ามาภายหลังได้ทราบและนำไปเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจในการปฏิบัติจนสู่ความเข้มแข็งและการดำรงอยู่ของกลุ่มฯต่อไป ในส่วนของโรงเรียนนายร้อยฯ ควรยอมรับการดำรงอยู่ของกลุ่ม “Share smile” และถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการปลูกฝังอุดมการณ์ให้เกิดขึ้นกับนักเรียนนายร้อยได้ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของกลุ่มฯ หรือพยายามที่จะดึงกลุ่มฯ เข้ามาอยู่ในระบบของทางราชการ ซึ่งในแนวคิดหรือทฤษฎีของกระบวนการเสริมสร้างอุดมการณ์นั้น จำเป็นที่จะต้องมีทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อเป็นแรงเสริมซึ่งกันและกัน จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตนายทหารสัญญาบัตรให้กับกองทัพบก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสรุป&lt;br /&gt;กลุ่ม “Share smile” เกิดจากการรวมพลังกันของนักเรียนนายร้อย และนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ได้เข้ามาร่วมแรง ร่วมใจกันทำกิจกรรมโดยใช้เวลาว่างในวันหยุดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ด้วยการขอรับบริจาคเงินและสิ่งของจากผู้มีจิตศรัทธานำออกไปช่วยเหลือ หรือแม้แต่การทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่พวกเขาเหล่านั้น สำหรับกระบวนการสร้างเสริมอุดมการณ์ของกลุ่ม ใช้วิธีการให้สมาชิกของกลุ่มได้พบเห็นและสัมผัสกับผู้ตกทุกข์ได้ยากเหล่านั้น จนเกิดความรู้สึกสะเทือนใจคิดที่จะหาหนทางช่วยเหลือ อันจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกของการเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น นอกจากนั้นการถ่ายทอดอุดมการณ์โดยการบอกเล่าตัวอย่างที่ดีของผู้ที่เสียสละให้แก่สังคม ตลอดจนประสบการณ์ ข้อคิด ข้อเตือนใจจากการทำกิจกรรม สมาชิกกลุ่มฯ เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความรู้สึกต้องการทำกิจกรรมในโครงการอื่นๆ ของกลุ่มฯอีก รวมทั้งพยายามชักชวนเพื่อนๆให้เข้ารวมกลุ่มฯ เพิ่มมากขึ้น สำหรับโรงเรียนนายร้อยฯ ควรเป็นเพียงการรับทราบการดำรงอยู่ของกลุ่ม “Share smile” และให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มฯ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น การดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม “Share smile” นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโรงเรียนนายร้อยฯในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นตัวแบบ (Model) ที่จะสร้างเสริมอุดมการณ์ชาติไทยให้แก่นักเรียนนายร้อย โดยการพัฒนาสร้างเสริมจิตสำนึกจากอุดมการณ์ของกลุ่มที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น มาเป็นการเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวมหรือประเทศชาติต่อไป เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “ เกิดมาต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3351209450190804608-1412859645439656040?l=kaewsub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kaewsub.blogspot.com/feeds/1412859645439656040/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3351209450190804608&amp;postID=1412859645439656040' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3351209450190804608/posts/default/1412859645439656040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3351209450190804608/posts/default/1412859645439656040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaewsub.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='อุดมการณ์ความเสียสละ'/><author><name>sathanee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13202967863769745521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_YChMEP9rxt4/SMscMGufZ8I/AAAAAAAAAA0/mkH2z6JHixk/S220/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
